วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2008 เวลา 18:45 น. แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 28 มกราคม 2009 เวลา 02:44 น.
| ธรณีศาสตร์ ธรณีวิทยา ธรณีวิศวกรรม ธรณีฟิสิกส์ ฯลฯ อาจจะเป็นคำที่เราคุ้นเคย หรือหลายคนแทบจะนึกไม่ออก ทั้งๆ ที่ธรณีไม่ใช่เรื่องใหม่ เรารับรู้และคุ้นเคยกับมันมาตั้งแต่เกิด การเรียนธรณีเป็นเรื่องที่สำคัญ ตราบเท่าที่เรายังต้องอาศัยอยู่บนโลกแห่งนี้ เราจะอยู่กันอย่างไรหากไม่มีศาสตร์ทางธรณี นี่แหละคือเหตุผลที่..ทำไมต้องธรณี? |
ทำไมต้องธรณี?
ก็เพราะเราอาศัยอยู่บนโลกน่ะสิ!!!
เกือบทุกกิจกรรมที่เราทำในทุกวันนั้นล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับโลกของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นดิน มหาสมุทร ชั้นบรรยากาศ หรือแม้กระทั่งพืช และสัตว์ อาหารที่เรารับประทาน น้ำที่เราดื่ม บ้านหรือโรงเรียนที่เราอยู่ เสื้อผ้าที่เราใส่ พลังงานที่เราใช้ และอากาศที่เราหายใจ ต่างก็ได้เกิดขึ้น และอยู่ล้อมรอบโลกใบนี้
ในอีก 20 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีประชากรประมาณ 8 พันล้านคนอาศัยอยู่บนโลก ถ้าเรายังคงต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะเพิ่มคุณภาพชีวิต เราทุกคนหรือทุกชุมชนจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโลกของเราให้มากขึ้น ในแง่ของกระบวนการทางธรรมชาติต่างๆ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ความรู้เหล่านี้มีเพียงทางธรณีเท่านั้นที่จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจและตระหนักถึงโลกอันซับซ้อนใบนี้ได้

วิชาธรณีมีประโยชน์ต่อทุกคน
ความเป็นอยู่ที่ดีและความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนเรานั้นขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจและจัดการกับทรัพยากรในพื้นที่ที่เราอยู่ได้ดีแค่ไหน กระบวนการธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ส่งผลกระทบต่อเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีอิทธิพลต่อการอุโภคบริโภคทรัพยากรน้ำและความรุนแรงของไฟป่า แผ่นดินไหว การะเบิดของภูเขาไฟ พายุเฮอริเคน และน้ำท่วมก็สามารถคร่าชีวิตคนจำนวนมากและสร้างความเสียหายมูลค่าหลายล้านหรือหลายพันล้านบาทได้
ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ทางธรรมชาติเท่านั้นที่ส่งผลกระทบต่อเรา กิจกรรมของเราแต่ละคน แต่ละสังคม หรือระดับประเทศ ก็ส่งผลต่อโลกเช่นกัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรได้เพิ่มความต้องการในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น เมื่อเรานำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ในวันนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อโลกในปัจจุบันแล้วยังส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลังต่อไปได้ในอนาคต เพื่อการควบคุมดูแลกับสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น เราต้องดำเนินการโดยตระหนักถึงอนาคตด้วยเริ่มจากการเข้าใจเกี่ยวกับระบบต่างๆ ของโลกให้มากขึ้น
วิชาธรณีช่วยให้เราได้คิดถึงส่วนรวมและท้องถิ่น ด้วยการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราและชุมชน คนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการทำงานต่างๆ ของโลก สามารถให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้เกี่ยวกับสถานที่ปลอดภัยที่จะซื้อหรือสร้างบ้าน พวกเขาสามารถอภิปรายและแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย การวางและพัฒนาผังเมือง ความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน รวมถึงการใช้และการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
ในสังคมที่ีให้ความสำคัญต่อการศึกษา จะมีการปลูกฝังจิตสำนึกคนในชุมชนถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อโลก ให้การระลึกถึงและตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาทางธรณีในทุกระดับ ตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัย เมื่อไหร่ที่เราให้ความสำคัญกับวิชาธรณี เมื่อนั้นทุกคนก็จะได้ประโยชน์ด้วยกัน

วิชาธรณีสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
ถ้าเราปรารถนาที่จะอาศัยอยู่ร่วมกับโลกใบนี้ เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงพฤติกรรมของโลก และเข้าใจในปฎิสัมพันธ์ของส่วนประกอบต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก วิชาธรณีได้ให้วิธีการคิดแบบบูรณาการความรู้จากหลายๆ สาขา บวกกับจินตนาการ เพื่อให้เข้าถึงการเข้าใจโลกของเราอย่างแท้จริง วิชาธรณีประกอบด้วยการประยุกต์ความรู้จากชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ นิเวศวิทยา และคณิตศาสตร์ เพื่ออธิบายความซับซ้อนของโลกใบนี้ การศึกษาทางธรณียังช่วยเสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์อีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นภาพในอดีตและเพิ่มความสามารถในการทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การเข้าใจกระบวนการทางธรรมชาติต่างๆ ที่ส่งผลต่อเราในปัจจุบันและในอนาคต นักธรณีวิทยาจะมองหาหลักฐานหรือร่องรอยของกระบวนการนั้นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมเราไปสู่อดีตและท้าทายให้เราได้คิดถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอนาคต
การเรียนธรณีได้ก่อให้เกิดคำถามอันน่าสนใจไว้มากมาย ทำไมจึงเกิดแผ่นดินไหว? ทำไมถึงมีการกัดเซาะชายฝั่ง แล้วเราควรจะจัดการอย่างไร? ทำไม่บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึงไม่เหมาะแก่การสร้างบ้าน? บริเวณไหนที่เราจะนำพลังงานเชื้อเพลิงมาใช้ได้ในอนาคต? บริเวณไหนที่เราจะพบน้ำดื่มที่มีคุณภาพดี? เราจะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร? ประเด็นและปัญหาต่างๆ เหล่านี้ อยู่บนพื้นฐานความรู้ทางทั้งสิ้น
ความรู้ทางธรณีสร้างงานเพื่อชีวิต การศึกษาทางธรณีมีบทบาทอย่างมากในสังคมที่มีความต้องการใช้ทรัพยากร และจะเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง การเรียนธรณีได้พัฒนาทักษะหลายๆ ด้านที่ช่วยให้ผู้ที่ศึกษากลายเป็นนักแก้ปัญหาที่ดี รวมถึงการคิดวิเคราะห์ในหลายมิติ อีกทั้งมีความเข้าใจในแง่การย้อนอดีตและมาตรธรณีกาล (Geologic time scale) นักธรณีวิทยาจะใช้ทักษะเหล่านี้ในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ การสำรวจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน การทำแผนที่ทรัพยากร การติดตามสภาพภูมิอากาศ และการค้นหาวัสดุที่เหมาะสมต่อการสร้างบ้านและถนน หรือการเสาะหาพื้นที่เพาะปลูกที่มีแร่ธาตุและโภชนาการที่เราต้องการ เป็นต้น ความรู้ทางธรณี : เน้นกันมากขึ้น วิชาธรณีเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ ที่สอนมาแล้วหลายสิบปี ทุกโรงเรียนในประเทศไทย ซึ่งหลายคนยังคงคิดว่าชีววิทยา เคมี และฟิสิกส์ เท่านั้นที่เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ แต่ในปัจจุบันความคิดเหล่านี้กำลังจะเปลี่ยนไป | ![]() |
หมายเหตุ
ธรณีวิทยา (Geology) มาจากภาษากรีกว่า Geos ซึ่งแปลว่าโลก และ Logi หรือ Logus วึ่งหมายถึงวิทยาศาสตร์ ดังนั้นธรณวิทยาจึงหมายถึงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลกพิภพหรือโลกมนุษย์ (planet earth) ซึ่งครอบคลุมถึงกำเนิดของโลกมนุษย์ที่รวมถึงดวงดาวต่างๆ และระบบสุริยจักรวาล วัสดุและรูปร่างลักษณะของโลก ประวัติความเป็นมา และกระบวนการที่กระทำต่อโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังนั้นวิชานี้จึงรวมถึงแรงที่มากระทำที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหรือยังคงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางเคมี มวลสาร และส่วนประกอบ ตลอดจนอายุและร่องรอยการบันทึกในอดีตของโลกมนุษย์ ซึ่งแสดงออกด้วยส่วนที่เหลืออยู่ของชีวิตซึ่งคงอยู่ในหินบนเปลือกโลก และโดยการตีความจากรูปแบบและสภาวะแวดล้อมที่ยังคงเหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบัน
ส่วนคำว่าธรณีศาสตร์ (Earth Sciences) มักจะใช้กันอย่างผิดๆ แทนคำว่าธรณีวิทยา (Geology) อยู่บ่อยๆ ซึ่งความจริงมีความหมายกว้างกว่าธรณีวิทยามาก เพราะหมายถึงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลก ซึ่งรวบรวมสรรพวิทยาและเนื้อหาครอบคลุมถึงอุทกวิทยา อุตุนิยมวิทยา ปฐพีวิทยา เคมีของดิน ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ส่วนของธรณีวิทยาจริงๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า เนื้อแท้ของธรณีวิทยานั้นศึกษา วัสดุ (material) กระบวนการ (process) และวิวัฒนาการ (evolution) ของโลก
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าธรณีวิทยานั้นเน้นหนักและเกี่ยวข้องกับสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ (natural environment) อันเป็นสภาวะแวดล้อมหนึ่งในอีกหลายสภาพแวดล้อม อันประกอบด้วย 4 ภาค (sphere) สำคัญๆ คือ
- ธรณีภาค (Lithosphere หรือ Lithosperic realm) อันได้แก่ อาณาจักรทั้งหมดที่เป็นของแข็งของโลก เช่น ดิน หิน แร่
- อุทกภาค (Hydrosphere หรือ Hydrospheric realm) อันได้แก่ อาณาจักรส่วนที่เป็นน้ำ เช่น แม่น้ำ ลำธาร ทะเล มหาสมุทร น้ำในเขื่อน ธารน้ำแข็ง
- อากาศภาค (Atmosphere หรือ Atmospheric realm) อันได้แก่ อาณาจักรส่วนที่เป็นก๊าซห่อหุ้มปกคลุมพื้นผิวโลก เช่น ไอน้ำ และอากาศ
- ชีวภาค (Biosphere หรือ Biospheric realm) อันได้แก่ อาณาจักรส่วนที่เป็นชีวิต เช่น คน สัตว์ และพืช เป็นต้น
คำจำกัดความจากหนังสือธรณีวิทยากายภาพ โดย ผศ. ดร. ปัญญา จารุศิริ และคณะ พ.ศ. 2545
ชมคลิบ "Why Earth Science?" (~6 นาที)

lambretta
said:
|
... "เมื่อไหร่ที่เราให้ความสำคัญกับวิชาธรณี เมื่อนั้นทุกคนก็จะได้ประโยชน์ด้วยกัน" ชอบค่ะ |
|




