|
ม.ค. 15
2010
|
FW คิดซักนิด ก่อนซื้อมือถือเครื่องต่อไปPosted by admin in โคลัมไบต์ , แร่ , แทนทาไลต์ , tantalite , mineral , columbite , coltan , blood coltan , black gold |
ข้อความต่อไปนี้มาจากฟอร์เวิร์ดอีเมลฉบับหนึ่งที่เพิ่งได้รับเมื่อเร็วๆ นี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับที่มาที่ไปของแร่ชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของโทรศัพท์มือถือ การเปิดเผยเบื้องหลังของการได้มาซึ่งแร่ที่เรียกว่า โคลแทน (Coltan) นี้ ชวนให้รู้สึกหดหูและสลดจิตใจเป็นอย่างมาก
ผมยังไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของเนื้อหาในอีเมลนี้ที่อ้างว่ามาจาก นิตยสาร ค คน (เล่มไหนไม่ระบุ) ว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน แต่เท่าที่ตรวจสอบดูคราวๆ จากเว็บไซต์อื่นๆ พบว่า การขัดแย้งแย่งชิงและความลำบากของการได้มาซึ่งแร่นี้มีอยู่จริง และเป็นที่น่าสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ลองติดตามอ่านกันดูครับ
====================================================
1,222,245,200,000คือ ยอดขายโทรศัพท์มือถือในปี 2551 จากสถิติ ของ Worldwatch institute ระบุว่าระยะเวลาเฉลี่ยในการใช้โทรศัพย์มือถือ 1 เครื่องในปัจจุบันมีอยู่ราว 14 เดือน ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องใหม่นับว่าน้อยกว่าอายุการใช้งานจริงที่ควรจะเป็น
ทั้งๆที่มือถือยุคใหม่ไม่ได้ทำอะไรออกมาสนองความต้องการมากนักและระยะเวลาในการใช้งานอาจจะน้อยเกินไปกว่านั้น ในกลุ่มผู้ใช้มือถือที่เห็นเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมความมั่นใจเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในเทรนด์และได้ของที่ฉลาดสุดๆอยู่ในมือ
แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังความพอใจที่ได้อินเทรนด์นี้ ยอดขายหลายล้านๆเครื่องในแต่ละปี หมายถึง น้ำตา ฝันร้ายและความตายของชาวคองโกนับล้านชีวิต นี่ยังไม่นับรวมการฆาตกรรมหมู่ในป่าลึก, ความตายของกอริลล่ายักษ์ที่อาจเหลือฝูงสุดท้ายในรวันดา

ตัวเชื่อมที่ทำให้มือถือโยงไปถึงสงครามร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แอฟริกาคือ โคลัมไบต์-แทนทาไลต์ หรือแร่โคลแทนที่พบมากในแอฟริกากลาง, แน่นอน...ในคองโก
ด้วยคุณสมบัติทนความร้อนสูง ทำให้ผงแทนทาลัมที่สกัดได้จากโคลแทน กลายเป็นวัตถุดิบจำเป็นที่อยู่ในมือถือ คอมพิวเตอร์ เพลย์สเตชั่น ฯลฯ โคลแทน กลายเป็น black gold ในขณะเดียวกันสงครามคองโกครั้งที่ 2 ทำให้แร่สีดำชนิดนี้กลายเป็นแร่สีเลือด blood coltan.jpg)
เพราะการลักลอบทำเหมืองและส่งออกโคลแทนกลายเป็นแหล่งหารายได้ที่เติมเชื้อไฟให้กับ African World War ในจำนวนประเทศทั้ง 8 ที่ติดหล่มสงครามและกองกำลังติดอาวุธกว่า 20 กลุ่ม หลายกลุ่มหาผลประโยชน์จากพื้นที่คองโกที่ประเมินว่ามีแร่โคลแทนมากถึง 80% ของปริมาณโคลแทนในโลก
การดิจิไทซ์โลก ถนนทุกสายจึงมุ่งไปที่พื้นดินของคองโก กองกำลังประชาธิปไตย กลุ่มปลดปล่อยรวันดาหรือ FDLR ที่มีชาวฮูตูเป็นแกนนำ เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดของการทำเหมืองแร่ในคองโกอย่างผิดกฏหมาย แม้จะต้องเสี่ยงจากการถูกปราบปรามจากรัฐบาลคองโก แต่FDLR และอีกหลายกลุ่มก็เห็นว่ามันเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าอยู่ดี เพราะแทนทาลัมเพียง 1 ปอนด์ทำเงินร่วม หมื่นบาทแทนทาลัม 1 ปอนด์ เป็นได้ทั้งตัวเก็บประจุในโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ และแปลงเป็น AK-47 พร้อมกระสุนให้กับกองกำลังติดอาวุธ หน่ำซ้ำในกระบวนการร่อนแร่หาโคลแทน แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำเยี่ยงทาส ก็คือเด็กๆคองโกลีส ซึ่งองค์การสหประชาชาติรายงานว่า ในบางพื้นที่ของคองโก ในเด็ก 100 คนจะมี 30 คน ที่ต้องใช้เวลาทั้งวันไปกับการแยกโคลแทนออกจากเศษหินอื่นๆ เงินค่าจ้างไม่ถึง 35 บาท ต่อการหาโคลแทนให้ได้ 1 ปอนด์


เรื่องมือถือเปื้อนเลือดถูกพูดถึงเมื่อหลายปีก่อน บริษัทระดับโลกอย่าง Nokia, Ericsson, Moto, Acer , Compaq ออกมาปฎิเสธเสียงแข็งว่า โคลแทนที่ใช้ในการผลิตของตนไม่ได้มาจากคองโก แต่มีซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้หามาให้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่บอกได้ว่า แทนทาลัมในมือถือที่พกติดตัวจนกลายเป็นอวัยวะที่ 33 นั้นมาจากคองโกหรือเปล่า
การตรวจสอบเส้นทางของแทนทาลัมนั้นต่อให้ใช้วิธีตามไปดูถึงที่แบบกบนอกกะลาก็ยังไม่สามารถบอกที่มาได้ โคลแทนได้ถูกลักลอบเอาออกนอกคองโก เข้าสู่ตลาดมืด และขายทอดต่อไปเรื่อยอีกอย่างน้อย 10 ทอดกว่าจะไปถึงผู้จัดหารายใหญ่ ที่บริษัทบิ๊กๆเลือกเป็นคู่ค้า ความพยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้วัตถุดิบมารองรับความต้องการการซื้อมือถือในตลาดโลก นอกจากจะมีส่วนสร้างประวัติศาสตร์เลือดให้กับอัฟริกาแล้ว ยังส่งผลร้ายต่อสัตว์ป่าด้วย สัตว์ป่าน้อยใหญ่ กอริล่า และช้างป่านับพัน ถูกฆ่าจากการโดนบุกรุกของมนุษย์เพื่อหาโคลแทน 


เพราะในพื้นที่ๆขุดหาโคลแทน มันคือบ้านของ กอริลล่าภูเขา ที่เหลืออยู่บนโลกนี้ไม่กี่ร้อยตัว สัตว์ร่วมวงศ์กับมนุษย์ ที่แสนจะขี้อาย สุภาพ ไม่เพียงถูกเหมืองคุกคามถิ่นที่อยู่ พวกทำเหมืองยังล่าพวกมันเอาหัว บางทีก็ชำแหละนำเนื้อมากินด้วย



สวนสัตว์ในแอฟริกาหลายแห่ง รณรงค์การรีไซเคิลมือถือ เพื่อลดอัตราการใช้โคลแทนในการผลิตมือถือใหม่ด้วยหลังจะชะลอการสูญพันธุ์ของกอริลล่าภูเขาในคองโกได้บ้าง แต่ดูเหมือนไม่ทันต่ออัตราการเติบโตของอุปกรณ์ที่เป็น “มากกว่าใช้พูด” แต่ส่วนใหญ่”ก็ใช้แค่พูด”เท่านั้น ในทวีปแอฟริกาเอง พิษภัยจากมือถือคุกคามชีวิตและทรัพยากรตัวเอง แต่อัตราการใช้มือถือก็เพิ่มขึ้น 1000% เช่นเดียวกับจำนวนคนบริสุทธิ์ที่ล้มตายลง ในสงครามกลางเมืองคองโก ประมาณการณ์กันว่า นับแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปียุติสงครามอย่างเป็นทางการ ยังมีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงรูปแบบต่างๆถึงเดือนละ 45,000 คน หรือปีละ 540,000 คน ตัวเลขนี้ยังไม่รวมถึงผู้หญิงหลายหมื่นที่ถูกทารุณทางเพศของกลุ่มติดอาวุธต่างๆ เพียงแต่พวกเธอยังไม่ตาย


1,222,245,200,000 กับ 540,000 อาจมีหน่วยนับต่างกัน แต่อัตราการขยายตัวกลับแปรตามกันอย่างน่ากลัว ถ้าความอินเทรนด์ของคุณ นำมาซึ่งตัวเลขที่มีหน่วยศพเพิ่มมากขึ้น
คุณยังอยากเปลี่ยนมือถือทัชสกรีนมาใช้เล่นอีกสักเครื่องไหม ...!?!
จากคอลัมภ์ "ไม่ซื้อ..ไม่ตาย" นิตยสาร ค คน
===================================================
สารคดี Congo's Bloody Coltan (คลิกที่หัวเรื่องเพื่อรับชม)
[video:http://www.youtube.com/watch?v=3OWj1ZGn4uM 500x400]













